Marseille เมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ (2)

Trip Marseille, France : 12-13 June 2011

หลังจากไปนั่งเรือชมหินผาที่กลางทะเลมาเมื่อวาน (ความเดิมตอนที่แล้ว Marseille เมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ (1)) วันนี้ตอนเช้าเราก็รีบอาบน้ำแต่งตัว ลงมาซื้อตั๋วเพื่อจะนั่งเรือไปยังเกาะที่ใจกลางทะเลกันค่ะ เกาะที่ว่านี้มีสองเกาะด้วยกันอย่างที่เคยบอกไปในบล็อกที่แล้วคือ ชาโต้ดิฟกับหมู่เกาะฟริอูล วันนี้เรามาดูกันค่ะว่าแต่ละเกาะเป็นอย่างไร

6

โชคดีที่อากาศในวันนี้แจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง นกนางนวลบินร่อนเต็มท้องฟ้า มีโอกาสคุยกับนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาจากเมืองอื่นว่า เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา พายุเข้าเมืองมาร์กเซย เลยทำให้ไปเที่ยวไหนไม่ค่อยสะดวก ถือว่าโชคเข้าข้างเราจริงๆ ค่ะ 55+

การซื้อตั๋วเรือก็เหมือนเดิมนะคะ คือต้องมาซื้อตรงบริเวณท่าเรือเก่า แต่เราต้องซื้อคนละเจ้ากัน เนื่องจากมีที่เที่ยวทั้งหมดสองเกาะ เราก็สามารถเลือกได้ค่ะว่า เราต้องการไปเที่ยวทั้งสองเกาะไหม หรือจะไปแค่เกาะใดเกาะหนึ่ง ก็ตามสะดวกค่ะ ขึ้นอยู่กับเวลาว่าเรามีมากน้อยแค่ไหน สำหรับเราเลือกไปเกาะฟริอูลเพียงเกาะเดียว เพราะเที่ยวเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นฝั่งเพื่อเตรียมไปเช็คเอาท์ที่โรงแรมก่อนเที่ยงค่ะ แล้วที่เราเลือกเที่ยวที่เกาะนี้เป็นเพราะเกาะมีขนาดใหญ่มากกว่า มีธรรมชาติมากกว่า เลยคิดว่าน่าจะมีที่ให้เดินเที่ยวเยอะกว่าเกาะชาโต้อีฟค่ะ

พอซื้อตั๋วเสร็จ เราก็ไปหาอาหารเช้ากินง่ายที่ร้านแม็คโดนัลด์ ก่อนจะมาเดินเตร็ดเตร่รอเวลาขึ้นเรือกันค่ะ

บริเวณท่าเรือเก่าในตอนเช้าดูพลุกพล่านเหมือนเคย แต่ที่แตกต่างจากในช่วงเวลาอื่นๆ เห็นจะเป็นเรือประมงเล็กๆ มาจอดเทียบท่า แล้วก็ขนปลาที่เพิ่งหามาขึ้นมาเก็บไว้บนฝั่งค่ะ ยิ่งกว่านั้นยังมีพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดแผงขายปลากันด้วย เรียกได้ว่าถ้าใครอยากได้ปลาสดๆ แบบที่เรียกว่าสดจริงๆ ก็มาหาซื้อแถวๆ นี้ในช่วงเช้าตรู่ได้เลยค่ะ

8

ภาพข้างล่างคือเรือโดยสารที่เราจะไปกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่ตรวจ แล้วเดินขึ้นเรือมาเลยค่ะ เรือที่จะไปเกาะเป็นของบริษัท Frioul If Express ค่ะ

7

SAM_1775

เนื่องจากช่วงที่เราออกเดินทางยังเช้าอยู่มาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นระหว่างการเดินทาง นอกจากทะเลอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแล้ว ก็คือหมอกสีขาวที่ยังล่องลอยบางเบาในทะเลค่ะ คือจะบอกว่าในตอนที่ไปเที่ยวนั้น แทบทั้งชีวิต เราเคยเห็นแต่หมอกที่เกิดบนยอดเขาหรือไม่ก็บนท้องถนน ดังนั้นพอเราเห็นม่านหมอกที่เกิดขึ้นที่ใจกลางทะเล เราเลยอดตื่นเต้นไม่ได้ มันสวยและโรแมนติกมาก อย่างกับเมืองในเทพนิยายยังไงยังงั้นเลย

9

ไม่นานเรือก็มาถึงเกาะแรก ภาพข้างล่างนี้คือชาโต้ดิฟ(Chateau d’If)ค่ะ เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะฟริอูล เป็นเกาะไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่เมื่อก่อนนี้ชาวประมงมักใช้เป็นที่พักชั่วคราวเวลาออกหาปลากลางทะเล แต่ภายหลังจากการมาเยือนของกษัตริย์ฟรองซัวส์ที่หนึ่งในราวปีค.ศ. ๑๕๑๖ ก็ให้ทรงสร้างป้อมปราการขึ้นบนเกาะแห่งนี้ ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาเป็นที่คุมขังนักโทษกบฏ แล้วจากนั้นไม่นานก็กลายมาเป็นแหล่งกักกันเชื้อโรค สรุปว่าเกาะเล็กๆ เพียงเกาะเดียวถูกใช้ซะคุ้มเลยนะคะว่าไหม

เนื่องจากเราไม่ได้ซื้อตั๋วเพื่อลงเรือที่เกาะนี้ ดังนั้นเราจึงได้แค่ยืนถ่ายรูปจากด้านบน รอจนกระทั่งผู้โดยสารที่ต้องการลงตรงเกาะนี้ไปหมด แล้วเรือของเราก็ออกเดินทางต่อไป

111

น้ำใสมากกกกกกกกก เสียงคลื่นเซาะหินดังครืนๆ

IMG_9319

ภาพข้างล่างคือภาพเต็มๆ ของชาโต้ดิฟค่ะ เราถ่ายไว้ตอนนั่งเรือจากมาแล้ว

IMG_9338

ประมาณ 10-15 นาทีต่อมา และแล้วเรือก็แล่นเข้าสู่เขตของหมู่เกาะฟริอูลค่ะ อย่างที่บอกข้างต้นว่าเกาะฟริอูลเป็นเกาะใหญ่ นั่นเพราะประกอบด้วยเกาะเล็กๆ สี่เกาะด้วยกันคือ Pomègues, Ratonneau, If และ Tiboulen ค่ะ เป็นที่อนุรักษ์พันธุ์พืชและดอกไม้หายากต่างๆ รวมทั้งยังเป็นแหล่งหลบภัยทางธรรมชาติและเป็นที่วางไข่ของนกทะเลอีกด้วย

11

ลงจากเรือได้ มองไปทางซ้ายเห็นมีโรงแรมกับร้านอาหารอยู่ เลยมองหาป้ายนิดๆ แล้วก็ตัดสินใจเดินไปทางขวามือแทน เพราะอย่างแรกที่ต้องการคือการเดินชมธรรมชาติรอบๆ เกาะค่ะ

เนื่องจากชายฝั่งแถบทะเลเมดิเตอร์เรนียนแถบนี้เต็มไปด้วยหน้าผาหินกลางทะเล ดังนั้น…ใช่แล้วค่ะ หมู่เกาะฟริอูลของเราก็มีกาล็องก์หรือหน้าผาหรือจะเรียกว่าภูเขาหินปูนก็ได้ให้ดูเช่นกัน อย่างว่า…เนื่องจากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า หน้าผาหินปูน มันก็เลยเป็นภูเขาที่มีหน้าตาค่อนข้างโล้นแบบนี้นี่แหละค่ะ 🙂

12

เราเดินไปตามทางเดินสักพัก เราก็เจอทางแยกทางซ้ายมือว่าเป็นกาล็องก์อะไรสักอย่าง(จำชื่อไม่ได้แล้วจริงๆ) เราก็เดินผ่านซอกหินเข้าไปเล็กน้อย เข้าไปก็เจอกับชายหาดเล็กๆ ค่ะ จะว่าชายหาดก็ไม่เชิงเพราะริมหาดมีแต่ก้อนหินค่ะ แต่ขอบอกว่าน้ำใสมากกกกก แต่ก็เย็นมากๆ เช่นกัน นี่ขนาดเริ่มเข้าหน้าร้อนแล้วนะเนี่ย

13

บอกได้เลยว่า พอได้เข้ามาเหมือนกับอยู่ในสวรรค์ เพราะมันสวยมากค่ะ ท้องฟ้าก็ใส น้ำทะเลก็ใส เวลาถ่ายรูปออกมาทุกอย่างเลยสดใสไปหมด แม้แต่คนก็อารมณ์สดใสที่ได้ชมบรรยากาศงามๆ แต่ขอบอกว่ากว่าจะหามุมเพื่อถ่ายรูปให้ได้อย่างใจต้องการนั้น ก็ค่อนข้างทุลักทุเลกันเล็กน้อย เพราะเราต้องพยายามไต่หินทีละก้อน…ทีละก้อน ไปยืนอยู่บนหินก้อนเกือบสุดท้ายเพื่อแชะภาพถ่ายเราได้ในที่สุด เหตุผลที่ไม่เดินไปจนถึงก้อนสุดท้ายก็เพราะว่าเราไปต่อไม่ได้แล้ว มันไม่มีที่ให้เรายืนเลย ฮ่าๆๆๆ

14

15

จากนั้นเราก็เลยกลับมาทางเก่า แล้วเดินต่อไปทางขวามือ ผ่านโรงพยาบาลเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Caroline บรรยากาศรอบข้างยังคงโล้นๆ ล้านๆ ด้วยภูเขาหินปูน รู้สึกว่าจะมีภูเขาอยู่ลูกให้นักปีนเขาได้เดินขึ้นไปด้วยค่ะ ใจจริงเรานึกอยากเดินขึ้นไปเหมือนกัน แต่พอเห็นป้ายเตือนถึงระดับความยากและความชัน บวกกับรองเท้าที่เราสวมก็ไม่ค่อยสะดวกกับการเดินแบบลำบากๆ ก็เลยจำใจโบกมือลา แล้วก็เดินตามทางต่อมา จนในที่สุดเราก็เห็นเนินเล็กๆ ทางขวามือของเราค่ะ

เราก็เลยตัดสินใจปีนขึ้นไปที่เนินตรงนี้ แล้วก็พบว่าตัดสินใจไม่ผิดเลย เพราะวิวตรงนี้มันเป็นอะไรที่เรียกว่ายิ่งกว่าพาราไดซ์ซะอีก

16

บนเนิน เราจะเห็นท่าเทียบเรืออยู่ทางฝั่งขวา แล้วถ้าเราลองมองไปทางซ้าย เราก็เห็นชาโต้ดีฟอยู่ไกลออกไป แล้วหากลองมองเลยชาโตดีฟไปอีกหน่อย เราก็จะเห็นเมืองมาร์กเซยทางด้านหลัง แน่นอนว่าที่เด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นโบสถ์บนยอดเขา โนเตรอะดาม เดอลา การ์ด นั่นเองค่ะ พระแม่มารียืนเด่นเห็นแต่ไกลเลย

ยิ่งเราไปตอนเช้าด้วย พระอาทิตย์จะขึ้นอยู่ทางซ้ายมือของเรา พอแสงตกกระทบกับน้ำทะเล มันก็ทอประกายระยิบระยับสวยงามสุดๆ ไปเลยค่ะ เฮ้ออออ ว่าแล้วก็คิดถึง

17

ตอนแรกเรากะว่าจะเดินไปให้สุดปลายเกาะอีกด้าน เพราะอยากเห็นว่าชายหาดแซ็งต์เอสแตฟ(Plage Saint-Estève)เป็นยังไง แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที ดูเวลาแล้วก็เสี่ยงว่าจะตกเรือ ก็เลยตัดสินใจย้อนกลับทางท่าเทียบเรือดีกว่า

IMG_9456

เราเดินผ่านร้านอาหารและโรงแรมเล็กๆ ไปค่ะ เพื่อไปดูว่าถนนอีกฟากนั้นมีอะไร ปรากฏว่าเป็นถนนที่ให้รถวิ่งไปยังเกาะที่อยู่ติดกัน พูดถึงรถบนเกาะแล้ว มีน้อยถึงน้อยมากที่สุดค่ะ อากาศบนเกาะเลยค่อนข้างสะอาด

19

จากที่เห็น ตามชายฝั่งนอกจากจะมีก้อนหินที่น่าจะไปเอามาจากที่ไหนสักที่เพื่อมาถมตามริมทะเลป้องกันการถูกกัดเซาะจากน้ำทะเลแล้วนั้น ก็ยังมีก้อนหินจำลองอีกด้วยค่ะ เป็นก้อนเหลี่ยมๆ ทำจากปูน เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน

20

เมื่อเราหันกลับมาอีกทาง ทิวทัศน์ก็ยังสวยงามน่ารักเหมือนเคย โรงแรมสร้างเป็นกระจุกเล็กๆ เท่านี้ค่ะ ทาสีส้ม สีน้ำตาล สีขาวสลับๆ กัน ไม่มีอาคารหลังไหนที่ทาแปลกแยกกันไปกว่านี้

18

และด้วยความที่อากาศค่อนข้างร้อน แน่นอนเราไม่พลาดที่จะแวะร้านไอศกรีมค่ะ มีรสลาเวนเดอร์ด้วยล่ะ เราก็เลยขอลองสักหน่อย รสชาติเหมือนไอศกรีมทั่วไป แต่ที่ตกใจก็คือกลิ่นลาเวนเดอร์นี่แหละค่ะ เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย ขออภัย…ภาพไอติมที่ถ่ายมาถูกข้าพเจ้าเลียไปแล้วนิดนึง 55555

IMG_9513

IMG_9514

แล้วก็ได้เวลาขึ้นเรือกลับทั้งที่ยังไม่อยากกลับ เป็นอันว่าทริปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ที่เมืองวาล็องโซล เที่ยวเมืองเอ็กซองโปรวองซ์ และเมืองมาร์กเซย ซึ่งเป็นทริปต่อเนื่องกันก็เป็นอันจบลงแค่นี้

ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้านะคะ จะพาไปเที่ยวในแถบเอเชียกันบ้าง ส่วนจะไปที่ไหนนั้น รอติดตามนะคะ 🙂

About Bee

Let's travel together
This entry was posted in Travel in France and tagged , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

1 Response to Marseille เมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ (2)

  1. Pingback: Marseille เมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ (1) | Jelly Beans

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s