เมืองแห่งความขมุกขมัวและทัวร์ผีที่ Edinburgh

Trip Scotland Highlands, UK : 07 – 11 April 2018

ฮัลโหล สวัสดีค่ะทุกคน
เพื่อนๆ อาจจะเห็นว่าตายแล้ว เปิดชื่อเรื่องตอนนี้มาซะน่ากลัวเชียว เอ๊ะ! อะไรยังไง ไปเจออะไรมาหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าเปล่าค่า

แล้วเมืองเอดินเบอระมีความน่าสนใจยังไงล่ะ งั้นมาฟังบันทึกการเดินทางในการเยือนสก็อตแลนด์ครั้งแรกของเราดีกว่าค่ะ ไปกันเล้ยยยย

DSC08980

สก็อตแลนด์…สิ่งที่เรานึกถึงเป็นอย่างแรกคือสก็อตวิสกี้ค่ะ ฮ่าาาา เริ่มต้นก็เมามาเลย
ด้วยความที่อ่านนิยายต่างประเทศมาค่อนข้างเยอะ ส่ิงที่นึกถึงอันดับต่อมาคือปราสาทเก่าๆ มีวิญญาณสีขาวๆ เทาๆ ลอยไปลอยมาทะลุผนังในยามค่ำคืน

IMG_5973
แต่พอมาถึงจริงๆ ถามว่าได้กินวิสกี้และเห็นปราสาทผีสิงจริงๆ ไหม ก็ตอบว่าอืม ก็ได้เห็นนะ แต่ไม่ได้ลิ้มรสวิสกี้ 😀
มันมีอะไรมากกว่านั้น จนไม่อยากเชื่อว่าประเทศเล็กๆ แห่งนี้จะสามารถยึดโยงจิตใจเราจึงอยากจะกลับมาเดินเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกเรื่อยๆ

เรานั่งเครื่องบินมาถึงเมืองเอดินเบอระสักประมาณสิบโมงเช้าได้ค่ะ การเดินทางเข้าเมืองสะดวกมากมาย เพราะเราสามารถซื้อตั๋ว tramway จากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติเข้าเมืองได้เลย ราคาไม่แพงด้วย

เราจำเวลาการเดินทางแน่นอนไม่ได้ รู้แต่ว่าตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศข้างทางจนลืมทุกอย่าง เราตื่นเต้นที่ได้เห็นว่าสิ่งใดๆ ล้วนเต็มไปด้วยภาษาอังกฤษอีกครั้ง รู้สึกว่าเฮ้ย! เหมือนได้กลับบ้านหลังจากที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับภาษาฝรั่งเศสมานานแสนนาน

ที่พักของเราอยู่แถวๆ ถนน Annadale ค่ะ แต่เนื่องจากยังเข้าที่พักไม่ได้ เราจึงเอากระเป๋าเป้ไปฝากไว้ในล็อกเกอร์ที่สถานีรถบัส

จากที่นั่น…นั่งรถเมล์มาลงตรงใจกลางเมืองได้เลย ไม่ไกลมาก แค่ป้ายสองป้ายเท่านั้น แต่เอาตรงๆ ภาษาอังกฤษของคนสก็อตแอบฟังยากเหมือนกันกว่าจะสื่อสารกับคนขับรถเมล์ได้ ไม่ช้าไม่นานเราก็จะเห็นสวนอันกว้างใหญ่ไพศาลและ Edinburgh Castle บนเนินเขาจากที่ไกลๆ
สวนแห่งนี้มีชื่อว่า Princes Street Garden ค่ะ

DSC08988
สารภาพว่าเราเป็นคนชอบเดินสวนสาธารณะมาก ถึงแม้ช่วงที่เรามาเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งผ่านพ้นฤดูหนาวได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยเห็นใบไม้ผลิใบมากนัก แต่กระนั้นก็ยังเห็นสีเหลืองของดอกแดฟโฟดิลกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง

DSC08982

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1820 ค่ะ มีขนาดใหญ่มากกกกก มากถึง 150,000 ตารางเมตรเชียวค่ะ
เราเดินหาน้ำพุที่ชื่อ  The Ross Fountain เพื่อหามุมถ่ายภาพกันค่ะ แต่พอไปถึง ปรากฏว่ามีรั้วล้อมเอาไว้กันไม่ให้คนเดินเข้าไปเพราะนำ้พุกำลังซ่อมแซมอยู่ ฮืออออ เสียดายมาก

DSC09004

DSC08989

ใกล้เที่ยงแล้ว เริ่มหิว  เราเลยออกจากสวนหาร้านอาหารกินกัน
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้ามาเที่ยวฝั่ง UK ก็ต้องกินอาหารอินเดียเพราะอาหารอินเดียแถบนี้อร่อยเข้มข้น
เราเลยมาลองร้าน Dishoom กันค่ะ รีวิวค่อนข้างดี แต่ด้วยความที่เรามาถึงก่อนเที่ยงนิดหน่อย เมนูในร้านก็ยังคงเป็นพวกเบรกฟาสต์หรือบลันช์อยู่ แต่รสชาติโดยรวมจัดว่าใช้ได้ค่ะ

DSC09075

DSC09074

อิ่มแล้ว เราก็แวะไปเอากระเป๋าที่ล็อกเกอร์แล้วแวะเข้าเช็คอินที่พักกันค่ะ จากนั้นก็ได้เวลาเดินเล่นชมเมืองกันอีกครั้ง

DSC09021

เรานั่งรถกลับมาลงที่ Princes Street Garden ที่เดิม ซึ่งเห็น Scott Monument  โดดเด่นมาแต่ไกล เราเดินทางฝั่งขวาของ Scott Monument ไปทางสถานีรถไฟ

DSC09079

แล้วก็เจอนายแบบโดยบังเอิญค่ะ ฝั่ง UK นี่มีเยอะมากจริงๆ จนคนที่นี่บอกว่ามันมีเยอะอย่างกับหนูแน่ะ

DSC09086

จากทางเข้าสถานีรถไฟ เราเดินผ่านขึ้นเนินมาเรื่อยๆ จากตรงนี้เราจะเห็นวิว The University of Edinburgh

DSC09024

พอเดินขึ้นไปถึงเนินข้างบนตรงหน้ามหาวิทยาลัยได้ ถ่ายรูปลงมาเราก็เห็นทั้งหอศิลป์แล้วก็ Scott Monument เลยค่ะ

DSC09029

เมืองเอดินเบอระเป็นเมืองที่มีเนินสูงๆต่ำๆ เยอะมาก เราเดินไต่เนินมาเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึง Edinburgh Castel แล้วค่ะ

DSC09038

ว่ากันว่าในการเดินชมภายในปราสาทต้องใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง แต่ด้วยเราสองคนมีเวลากันไม่มาก พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นแล้ว เราเลยใช้เวลาชมปราสาทและวิวบริเวณลานด้านหน้าปราสาทแค่ช่วงสั้นๆ ก่อนจะเดินเท้าต่อไปยังถนนเส้นหลักนามว่า Royal Mile

DSC09037

DSC09034

ถนน Royal Miles แห่งนี้ เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นร้านขายสก็อตวิสกี้ หรือไม่ก็จำพวกของที่ระลึกต่างๆ ทางเสื้อผ้า กระโปรงลายสก็อตสำหรับผู้ชาย

DSC09045

DSC09051

DSC09052

บรรยากาศของเมืองนี้มันแตกต่างจากลอนดอนอย่างเห็นได้ชัด ความเก่าๆ ทึมๆ ขมุกขมัวมันแทรกซึมอยู่ในบรรยากาศตลอดเวลา แต่เราไม่รู้สึกแปลก เรากลับชอบมันมากๆ เลยค่ะ

DSC09054DSC09064

ระหว่างที่เดินไปตามทางเรื่อยๆ อยู่นั้น เราก็ได้ยินเสียงปี่ลอยตามลมมาแต่ไกล พอเดินเข้าไปใกล้ๆ เราก็ได้เห็นที่มาของเสียงเพลงนั้นค่ะ ต้นเสียงที่ว่าเป็นชายชาวสก็อตในชุดพื้นเมืองเป่าปี่โดยมีคนล้อมวงฟังอยู่รอบๆ มันคือการแสดงความสามารถขอตังค์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
แต่เราอยากเห็นภาพนี้มานานแล้ว อยากฟังเสียงปี่สก็อตแบบสดๆ มานานแล้ว ในที่สุดก็มีโอกาสสักที ดีใจจัง

DSC09063

DSC09055

ตามถนนเรายังคงเห็นตู้โทรศัพท์สีแดงเป็นระยะแต่ไม่เยอะอย่างที่ลอนดอน แต่สีแดงของตู้โทรศัพท์ที่เอดินเบอระแห่งนี้ทำให้ความตัดกันของสีสันมันโดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด

DSC09067

ด้วยความที่เมืองนี้เด่นดังเรื่องความเชื่อจำพวกแม่มดอะไรเทือกนี้ เราก็จะเห็นร้านรวงที่ขายของจำพวกนี้อยู่ตลอด มันเป็นอะไรที่แบบ…เราชอบอ่ะ มันผี มันมีสเน่ห์ลึกลับน่ากลัว แบบที่หาจากเมืองอื่นไม่ได้

DSC09096

DSC09093

DSC09098

เราเดินมาเรื่อยๆ ไม่สามารถจำระยะทางได้ รู้แต่ว่าไกลมาก จากภาพด้านบนจะเห็น The Queen’s Gallery ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้บริการตั้งแต่เมื่อปี 2002
เมื่อมองไปทางด้านขวามือ เราจะเห็นภาพวิวอย่างภาพข้างล่างนี้ค่ะ
เนินเขาที่ว่านั้นคือ Arthur’s seat ค่ะ สามารถเดินขึ้นไปชมเมืองเอดินเบอระในมุมสูงได้ ซึ่งเราเองตอนแรกก็ตั้งใจจะไปเหมือนกัน แต่พอมาถึงตีนเขาแล้วฝนดันเริ่มลงเม็ด เลยต้องหมุนตัวเปลี่ยนแผนใหม่

DSC09099

เราตัดสินใจเดินต่อไปอีกทางเพื่อขึ้นไป Calton Hill ค่ะ

DSC09106

Calton Hill ที่ว่านี้เป็นเนินเขาอยู่ในย่านเมืองเก่า กว่าจะถึงที่นี่ได้ จากฝนที่ลงเม็ดแค่ปรอยๆ ก็หนักเม็ดขึ้น แล้วบนเนินเขาแห่งนี้ก็ไม่มีที่ร่มเอาไว้หลบฝนด้วยค่ะ

หลังจากที่เดินจนพ้นเนินมาได้ สิ่งแรกที่ใหญ่โดดเด่นกระทบตานั่นก็คือ National Monument of Scotland ค่ะ เป็นสิ่งก่อสร้างรูปร่างเหมือนเสาโรมันเรียงกัน มีขนาดสูงใหญ่มาก สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับการเสียชีวิตของเหล่าทหารสก็อตในช่วงสงครามนโปเลียนค่ะ

รอบๆ Calton Hill ก็มีรูปปั้นปืนใหญ่วางประปรายกระจายไว้อีกด้วย

จากข้อมูลเขาบอกว่ามันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1826 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากมหาวิหาร Pathenon ที่กรุงเอเธนส์ แล้วก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ทั้งที่ยังสร้างไม่เสร็จดีตั้งแต่ปี 1829 ค่ะ

ซึ่ง National Monument of Scotland นี้ยังมีชื่อเล่นอื่นๆ ที่ชาวสก็อตใช้เรียกกัน อย่างเช่น “Scotland’s Folly”, “Edinburgh’s Disgrace”, “the Pride and Poverty of Scotland” แล้วก็  “Edinburgh’s Folly

DSC09134

เมื่อเราเดินผ่าน National Monument of Scotland ไปทางด้านข้างฝั่งขวา เราก็จะเห็น Arthur’s Seat ค่ะ มีเก้าอี้ให้นั่งชมวิวด้วย แต่น่าเสียดายที่ฝนตกอยู่ ทุกอย่างเลยมัวไปกับสายฝนไปหมด

DSC09127

เราเดินอ้อมมาอีกทางก็จะเจอมุมถ่ายภาพมหาชนกันค่ะ

DSC09138

มุมนี้ ถ้าเพื่อนๆลองเซิร์จหาคำว่าเที่ยวเอดินเบอระหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับเมืองนี้ในกูเกิล ภาพมุมนี้จะปรากฏอยู่ด้วยเสมอ ใจจริงอยากได้ภาพตอนพระอาทิตย์ตกมาก แต่มาเจอช่วงอากาศไม่ดีก็อดไป

DSC09146

จากนั้นเราก็หา Fish & Chips กินกันที่ผับ World’s End  ซึ่งแน่นอนเราอ่านรีวิวมาแล้วว่าดี!
ขนาดป้ายหน้าร้านยังเด็ดดวงเลยค่ะ 5555

IMG_6551
IMG_6043

อิ่มท้องแล้วเราก็ออกมาเดินเล่นตรงแถวถนน Royal Mile กันค่ะ เพื่อรอเวลาลุยทัวร์ผี

DCIM100GOPROGOPR1500.JPG

บรรยากาศตอนนี้เริ่มมืด แถมเมื่อตัวอาคารเจอน้ำฝนเข้าไปก็ยิ่งทำให้ตัวเมืองดูสลัวไปกันใหญ่ ได้บรรยากาศของความเป็นเมืองผีสิงดี

DSC09149

เราเริ่มทัวร์ผีกันค่ะ เขาพาเราไปชมจุดที่มีการทรมานคนในช่วงสมัยที่มีการล่าแม่มด ได้ฟังเรื่องราวแล้วก็อดหดหู่ไม่ได้ เพราะการล่าแม่มดในสมัยนั้นมันคือการจับผู้หญิงที่คิดว่าจะเป็นแม่มดมาทรมานเพื่อให้รับสารภาพว่าตนเองเป็นแม่มด  ฟังวิธีทรมานแต่ละอย่างก็กลืนน้ำลายลงคอยากเหลือเกิน

ถามว่าถ้าสุดท้ายแล้วคนที่ถูกจับมาไม่ได้เป็นแม่มดล่ะต้องทำยังไง เราว่าคงทำอะไรไม่ได้เพราะสุดท้ายยังไงก็ตายอยู่ดี เพราะถ้าถูกจับมาได้ก็เหมือนถูกกล่าวหากลายๆ ว่าเป็นแม่มดไปแล้ว แม้จริงๆ จะเป็นคนบริสุทธ์ก็ตาม

แต่ด้วยวิธีการทรมานให้รับสารภาพที่สร้างความเจ็บปวดให้ร่างกาย คนที่ไม่อยากถูกทรมานก็ต้องจำใจรับสารภาพหรือโกหกว่าตัวเองเป็นแม่มด แล้วพอสารภาพ…ก็พาไปถูกเผาทั้งเป็นอีก มองไม่เห็นทางรอดเลยจริงๆ

DSC09148

จากนั้นเขาก็พาเรามายังบ้านหลังที่เชื่อว่ามีผีสิงอยู่ เล่าตำนานต่างๆ ช่วงที่เราเดินตามกรุ๊ปทัวร์ของเราไปที่ต่างๆ นั้นก็สวนทางกับกรุ๊ปทัวร์ผีกลุ่มอื่นด้วยเช่นกัน ถึงได้เชื่อว่าทัวร์ผีที่เมืองนี้ขึ้นชื่อมากจริงๆ ซึ่งจะมีพาลงไปดูอุโมงค์ผีสิงใต้ดิน สุสาน หรือหลุมศพของฆาตกรต่อเนื่อง หรือไม่ก็พวกบ้านที่เคยเป็นที่ทำพิธีของแม่มดไรพวกนี้ค่ะ น่าสนใจมากๆ อยากแยกร่างไปกับทุกทัวร์จริงๆ

DSC09153

แล้วเราก็มาถึงจุดที่ชื่อว่า Greyfriars Bobby ค่ะ จุดนี้ไม่เกี่ยวกับผีเท่าไร แต่มันก็เป็นจุดหนึ่งที่น่าสนใจเพราะบ็อบบี้คือชื่อสุนัขที่รักเจ้าของมาก
บ็อบบี้ไปนอนเฝ้าศพเจ้าของที่ตายไปแล้วที่ถูกฝังที่สุสาน Greyfriars Kirkyard เป็นเวลากว่า 14 ปี ซึ่งก็คือไปทุกวันจนกว่าตัวเจ้าบ็อบบี้ตาย คนก็เลยมาสร้างอนุสรณ์แสดงความจงรักภักดีให้เจ้าบ็อบบี้ที่นี่ค่ะ

DSC09157

จากนั้นไกด์ของเราก็พามายังสุสาน Greyfruars Kirkyard ที่ขึ้นชื่อว่าผีดุที่สุดในสมัยช่วงค.ศ 1600 -1700 ว่ากันว่าที่นี่เป็นที่ฝั่งศพของเซอร์จอร์จ แมคเคนซี ซึ่งเคยฆ่าและทรมานคนที่ต้องการเปลี่ยนศาสนามานับไม่ถ้วน เมื่อเขาตาย ศพก็ถูกฝังอยู่ที่นี่ แต่วิญญาณก็ยังคงหลอกหลอนอยู่จนมีชื่อเรียกวิญญาณนั้นว่า Bloody Mckenzie

มีเรื่องเล่าว่าตอนที่เขาตายใหม่ๆ มีหัวขโมยคนหนึ่งมาที่หลุมศพเพื่อมาขโมยทรัพย์สินที่ถูกฝังกับศพเขา ทันใดนั้นดินๆ รอบๆ หลุมศพก็สั่นแล้วแหวกออกเป็นหลุมจนทำให้ตัวหัวขโมยถูกขังในหลุมศพจนตาย
ไม่ก็มีเรื่องเล่าอีกว่ามีคนเคยมาเดินเล่นที่สุสานแห่งนี้แล้วเป็นลม เมื่อคนมาเจอกันเช้าก็พบว่ารอบลำคอเป็นรอยช้ำม่วงๆฟ้าๆ ทั้งๆที่ตอนนั้นก็อยู่คนเดียว

อย่างไรก็ตามสุสานแห่งนี้ก็โด่งดังมามากจากเรื่อง Harry Potter ที่นักเขียนเดินมาเจอชื่อตัวละครที่นี่ค่ะ

DSC09162DSC09161

สรุปแล้วทัวร์ผีของเราก็ไม่ได้เลวร้ายมาก แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ อยากเจออะไรที่หลอนๆ กว่านี้ทั้งที่ตัวเองก็กลัวผีเหมือนกัน คิดว่าถ้ามีโอกาสมาเยือนเอดินเบอระครั้งหน้าคงจะลองซื้อทัวร์ผีแบบอื่นดู

อย่างไรก็ตามทริปทัวร์สก็อตแลนด์ของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ พรุ่งนี้เราจะออกนอกเมืองไปเที่ยวแถบ Highlands กันแล้วค่ะ  เราถ่ายภาพมาเยอะๆ ไว้ตามอ่านกันนะคะ จะพยายามอัพให้อ่านกันเร็วๆ นี้ค่ะ บ้ายบาย

About Bee

Let's travel together
This entry was posted in Travel in Europe and tagged , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s